ทีมวิศวกรด้านระบบอีเมลองค์กร โดยเทคโนโลยีแลนด์

การแชร์ไฟล์ และจัดการสิทธิ์เข้าถึงใน OneDrive for Business และ SharePoint


ในระบบนิเวศของ Microsoft 365 สองเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการจัดการเอกสารคือ OneDrive for Business และ SharePoint แต่ความสับสนที่พบบ่อยที่สุดในองค์กร (ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือ SMEs) คือ “ควรแชร์ไฟล์จากที่ไหน?” และ “จะจัดการสิทธิ์อย่างไรให้ปลอดภัย?”

การตั้งค่าสิทธิ์ที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงข้อมูลลับของบริษัทรั่วไหล หรือการทำงานทับซ้อนกันจนเกิดความเสียหาย บทความนี้คือคู่มือเชิงปฏิบัติที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการและทีมงาน เข้าใจความแตกต่างและเทคนิคการจัดการสิทธิ์ของทั้งสองแพลตฟอร์มอย่างมืออาชีพ

หัวใจสำคัญ OneDrive for “Me” vs. SharePoint for “We”

ก่อนจะเริ่มแชร์ คุณต้องเข้าใจปรัชญาของ 2 เครื่องมือนี้:

  1. OneDrive for Business: นี่คือ “ไดรฟ์ส่วนตัว” ของคุณ (My Files)
    • ใช้สำหรับ: ไฟล์ร่าง, เอกสารที่คุณกำลังทำอยู่, ไฟล์ส่วนบุคคล (ที่เกี่ยวกับงาน)
    • เปรียบเหมือน: โต๊ะทำงานส่วนตัวของคุณในออฟฟิศ
  2. SharePoint: นี่คือ “ไดรฟ์ของทีม” (Our Files)
    • ใช้สำหรับ: ไฟล์ที่ทีมต้องใช้ร่วมกัน, เอกสารทางการของบริษัท, โปรเจกต์ที่ทำหลายคน, ไฟล์ที่ต้องการให้คงอยู่แม้คนสร้างจะลาออกไปแล้ว
    • เปรียบเหมือน: ตู้เก็บเอกสารส่วนกลางของแผนก

เมื่อเข้าใจหลักการนี้ การตัดสินใจว่าจะเก็บไฟล์ไว้ที่ไหนก็ง่ายขึ้น และการแชร์ก็จะปลอดภัยขึ้นตามไปด้วย


เทคนิคการจัดการสิทธิ์ใน OneDrive for Business (การแชร์แบบ Ad-Hoc)

การแชร์จาก OneDrive เหมาะสำหรับการแชร์แบบเฉพาะกิจ หรือแชร์เอกสารร่างให้คนไม่กี่คน นี่คือสิ่งที่ควรรู้

1. รู้จักประเภทของลิงก์ (Types of Links)

เมื่อคุณกดปุ่ม “Share” (แชร์) คุณมี 4 ตัวเลือกหลักที่ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง:

  • Anyone with the link (ทุกคนที่มีลิงก์):
    • ความหมาย: อันตรายที่สุด! ใครก็ตามที่ได้ลิงก์นี้ (แม้ถูกส่งต่อ) จะสามารถเปิดไฟล์ได้โดยไม่ต้องล็อกอิน
    • ควรใช้เมื่อ: แชร์ไฟล์สาธารณะที่ไม่เป็นความลับ เช่น โบรชัวร์สินค้า, เอกสารแถลงข่าว
    • เคล็ดลับ: ต้องตั้งรหัสผ่าน (Set password) และวันหมดอายุ (Set expiration date) เสมอ
  • People in [Your Organization] (บุคคลในองค์กรของคุณ):
    • ความหมาย: ทุกคนในบริษัท/หน่วยงานของคุณที่คลิกลิงก์นี้จะเข้าถึงได้
    • ควรใช้เมื่อ: แชร์เอกสารที่ใช้ภายในทั่วไป เช่น ประกาศบริษัท, แบบฟอร์มภายใน
  • People with existing access (บุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แล้ว):
    • ความหมาย: เป็นการส่งลิงก์ให้คนที่ “มีสิทธิ์” อยู่แล้ว (เช่น อยู่ในทีม SharePoint นั้น) ปลอดภัยมากเพราะไม่เป็นการสร้างสิทธิ์ใหม่
  • Specific people (บุคคลที่ระบุ):
    • ความหมาย: ปลอดภัยที่สุด! ผู้รับจะต้องยืนยันตัวตน (Verify Identity) ผ่านอีเมลที่เราระบุก่อนจึงจะเปิดได้ ลิงก์นี้ส่งต่อไม่ได้
    • ควรใช้เมื่อ: แชร์เอกสารลับ, สัญญากับลูกค้า, ข้อมูลการเงิน, หรือการแชร์กับคนนอกองค์กร

2. ระดับการเข้าถึง (Permission Levels)

หลังจากเลือกว่าจะแชร์ให้ใคร คุณต้องเลือกว่าจะให้เขาทำอะไรได้บ้าง:

  • Can edit (แก้ไขได้): สิทธิ์เต็มในการแก้ไขเนื้อหา (เหมาะสำหรับการทำงานร่วมกัน)
  • Can view (ดูได้): อ่านได้อย่างเดียว
    • เคล็ดลับ: หากเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว ให้เลือก “Block download” (บล็อกการดาวน์โหลด) เพื่อป้องกันการบันทึกไฟล์ลงเครื่อง (ใช้ได้กับลิงก์แบบ “View” เท่านั้น)

การจัดการสิทธิ์ใน SharePoint (การจัดการสิทธิ์เชิงโครงสร้าง)

SharePoint ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกันในระยะยาว การจัดการสิทธิ์จึงต่างออกไป เราจะไม่เน้น “แชร์ทีละไฟล์” แต่เราจะ “จัดการกลุ่มผู้ใช้”

1. เข้าใจการสืบทอดสิทธิ์ (Permission Inheritance)

นี่คือแนวคิดที่สำคัญที่สุดใน SharePoint สิทธิ์จะไหลจากบนลงล่าง:

Site (ไซต์) > Library (ไลบรารี) > Folder (โฟลเดอร์) > File (ไฟล์)

หมายความว่า ถ้าคุณให้สิทธิ์นาย A เข้า “ไลบรารี” นี้ เขาก็จะเห็น “ทุกโฟลเดอร์” และ “ทุกไฟล์” ที่อยู่ข้างในนั้นโดยอัตโนมัติ

2. การจัดการสิทธิ์ 3 ระดับ (Owner, Member, Visitor)

ใน SharePoint Site (หรือใน Microsoft Teams ที่เชื่อมต่อกัน) จะมีกลุ่มหลัก 3 กลุ่ม:

  • Owners (เจ้าของ):
    • สิทธิ์: ควบคุมทุกอย่าง (Full Control)
    • หน้าที่: ตั้งค่าไซต์, จัดการสิทธิ์ให้คนอื่น, ลบไซต์ได้
    • เหมาะสำหรับ: หัวหน้าแผนก, ผู้จัดการโปรเจกต์, IT Admin
  • Members (สมาชิก):
    • สิทธิ์: แก้ไข (Edit)
    • หน้าที่: เพิ่ม, แก้ไข, ลบ ไฟล์และโฟลเดอร์ส่วนใหญ่ได้
    • เหมาะสำหรับ: ทีมงานทุกคนที่ต้องทำงานในโปรเจกต์นี้
  • Visitors (ผู้เยี่ยมชม):
    • สิทธิ์: อ่าน (Read)
    • หน้าที่: ดูไฟล์ได้, ดาวน์โหลดได้, แต่แก้ไขไม่ได้
    • เหมาะสำหรับ: แผนกอื่นที่ต้องมาดูข้อมูล, ผู้ตรวจสอบ (Auditor), หรือผู้บริหารที่ต้องการติดตามงาน

เคล็ดลับการจัดการ: เมื่อมีพนักงานใหม่เข้าทีม คุณเพียงแค่ “เพิ่ม” เขาเข้าไปในกลุ่ม “Members” เขาก็จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ที่จำเป็นทั้งหมดทันที และเมื่อเขาย้ายแผนกหรือลาออก คุณก็แค่ “ลบ” เขาออกจากกลุ่ม สิทธิ์ทั้งหมดก็จะหายไปทันที นี่คือวิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าการแชร์ลิงก์ทีละไฟล์

3. การ “ทำลาย” การสืบทอดสิทธิ์ (Break Inheritance)

ในบางกรณี เช่น คุณมีโฟลเดอร์ “งบประมาณ” อยู่ในไซต์ของทีม และคุณไม่ต้องการให้ “Members” ทุกคนเห็น

คุณสามารถ “หยุดการสืบทอดสิทธิ์” (Stop Inheriting Permissions) ที่โฟลเดอร์นั้น แล้วกำหนดสิทธิ์ใหม่ (เช่น ให้เห็นเฉพาะกลุ่ม Owners)

ข้อควรระวัง: ควรทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะการทำลายการสืบทอดสิทธิ์มากๆ จะทำให้การจัดการในอนาคตซับซ้อนและตรวจสอบได้ยาก

หากต้องการใช้งาน Microsoft 365 สามารถได้ทำอย่างไร ?

หากต้องการใช้งาน Microsoft 365 สามารถสอบถามกับทางเทคโนโลยีแลนด์ได้ เพราะเทคโนโลยีแลนด์เป็น Partner ที่ให้บริการ Microsoft 365 ราคาถูก รวมถึง Google Workspace ราคาถูกZoho Email Hosting และ Email Hosting

สรุป เลือกใช้ให้ถูก ปกป้องข้อมูลองค์กร

  • ใช้ OneDrive for Business: เมื่อไฟล์เป็น “ของคุณ” และต้องการแชร์ร่าง/ไฟล์เฉพาะกิจกับคนไม่กี่คน (เลือกใช้ลิงก์ “Specific people” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด)
  • ใช้ SharePoint: เมื่อไฟล์เป็น “ของทีม” และต้องการการจัดการที่เป็นระบบ (จัดการผ่านกลุ่ม “Owner, Member, Visitor”)

การเข้าใจและใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน แต่ยังเป็นปราการด่านสำคัญในการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กรไม่ให้รั่วไหล


บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ

ให้คะแนนการให้บริการของเรา
[Total: 0 Average: 0]